สถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน

“ กระจายการถือครอง  ปกป้องคนจนให้พ้นคุก “
 ปมปัญหาใหญ่ของสังคมไทยนอกจากประเด็นทางการเมืองแล้ว ยังมี “ช่องว่างความเหลื่อมล้ำในการถือครองทรัพยากรที่ดิน หรือ ปัญหาการกระจุกตัวที่ดิน” ที่เป็นประเด็นหยิบยกขึ้นเป็นเรื่องสำคัญลำดับแรกๆ ที่สังคมไทยต้องเร่งหาทางปฏิรูปแก้ไขกันอย่างเร่งด่วน  เพราะนอกจากจะโดยสภาพแท้จริงของที่ดินซึ่งควรเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับการอยู่อาศัยและการผลิตภาคเกษตรแล้ว ในอีกฐานะหนึ่งที่ดินได้ถูกทำให้เป็นสัญลักษณ์แห่งผลประโยชน์ และอำนาจซึ่งมีการแย่งชิง กักตุน กันมาทุกยุคทุกสมัย 



 ข้อมูลจากโครงการศึกษาการถือครองการใช้ประโยชน์ที่ดินและมาตรการทางเศรษฐศาสตร์และกฎหมาย เพื่อให้การใช้ประโยชน์ในที่ดินเกิดประโยชน์สูงสุด โดยมูลนิธิสถาบันที่ดิน พบว่า ที่ดินที่ประชาชนครอบครองทั่วประเทศมีทั้งสิ้นประมาณ 120 ล้านไร่  ในจำนวนนี้มากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ อยู่ในมือของคนเพียง 10 เปอร์เซ็นต์ของประเทศ หรือประมาณ 6 ล้านกว่าคนเท่านั้น
 ดังนั้น คำถามที่น่าสนใจก็คือ แล้วประชาชนอีก 50 กว่าล้านคนของประเทศไทยไปอยู่ตรงไหน? แน่นอนคำตอบคือ ก็อาศัยอยู่ในประเทศไทยนี่แหละ เพียงแต่ว่าในจำนวนกว่า 50 ล้านคนนี้ บ้างก็มีที่ดินทำกินเพียงน้อยนิดไม่เพียงพอแก่การประกอบอาชีพ บ้างก็อยู่ในที่ดินที่ถูกประกาศเป็นเขตอนุรักษ์หรือที่ดินของรัฐประเภทต่างๆ บ้างก็อยู่ในที่ดินที่ถูกเอกชนนำไปออกเอกสารสิทธิ หรือไม่ก็ต้องเช่าที่ดินจากเอกชนเพื่ออยู่อาศัยหรือทำกินในอัตราค่าเช่าที่ สูงลิ่ว และที่เราไม่ค่อยได้พูดถึงกันก็คือ มีคนจนอีกจำนวนมากที่กำลังถูกฟ้องร้องดำเนินคดีและต้องเข้าไปอยู่ในคุกด้วย ข้อหา “บุกรุกที่ดิน” ทั้งในที่ดินของรัฐและเอกชน

 วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2554 ศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นจำคุกจำเลย 1 ปี โดยไม่รอลงอาญา ในคดีที่นายสุแก้ว ฟุงฟู กับพวกรวม 10 คน เกษตรกรบ้านแพะใต้ อำเภอเวียงหนองล่อง จังหวัดลำพูน ซึ่งถูกฟ้องร้องในข้อหาบุกรุกที่ดินของบริษัท อินทนนท์การเกษตร  บริษัทเอกชนซึ่งมีโฉนดที่ดินครอบคลุมพื้นที่หลายหมู่บ้าน เดิมที่ดินบริเวณนี้เป็นพื้นที่สาธารณประโยชน์ที่ชาวบ้านในบ้านเพาะใต้ บ้านท่าหลุก บ้านศรีเตี้ย บ้านท่ากอม่วง ใช้ประโยชน์ทำกินร่วมกัน จนปี 2533 มีการออกเอกสารสิทธิโฉนดที่ดินในพื้นที่บริเวณนี้
 นับแต่นั้นมาที่ดินทั้งหมดก็ตกไปอยู่ในมือกลุ่มทุนและถูกปล่อยทิ้งร้างไม่ทำประโยชน์ ปี 2540 ชาวบ้านซึ่งไม่มีที่ดินทำกินได้รวมตัวเข้าทำประโยชน์โดยจัดที่ดินเพื่อทำการเกษตรเพียงครอบครัวละ 1 ไร่ 2 งาน แต่ผลที่ตามมาคือ การถูกฟ้องร้องเป็นคดีความต่อศาลหลายสิบคดี ปัจจุบันหลายคนยังอยู่ในเรือนจำ ไม่สามารถเข้าทำประโยชน์ในที่ดินได้
 เช่นเดียวกับกรณีชุมชนสันติพัฒนา อำเภอพระแสง จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งเกษตรกรไร้ที่ดินทำกินได้เข้าตรวจสอบการครอบครองพื้นที่ปลูกปาล์มของบริษัท สหอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม จำกัด (มหาชน) ซึ่งครอบครองพื้นที่นับหมื่นไร่ เมื่อมีการตรวจสอบ พบว่าบริษัทครอบครองที่ดินโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย เพราะพื้นที่ที่บริษัทครอบครองบางส่วนอยู่ในเขตป่าไม้ถาวร บางส่วนอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมและบางส่วนอยู่ในที่ดินของรัฐ โดยไม่มีสัญญาเช่าหรือสัญญาเช่าหมดอายุ
 
 ในขณะที่ชาวบ้านในบริเวณนั้นมีที่ดินทำกินไม่เพียงพอแก่การประกอบอาชีพเลี้ยงครอบครัว ปี 2551 ชาวบ้านจึงรวมตัวเข้าไปตั้งชุมชนและนำที่ดินเหล่านั้นมาจัดสรรทำการเกษตร ซึ่งสิ่งที่ได้รับตามมาเช่นกันก็คือ ชาวบ้านหลายสิบรายต้องถูกบริษัทฟ้องร้องดำเนินคดีทั้งคดีอาญาและคดีแพ่งเรียกค่าเสียหายนับสิบล้านบาท ปัจจุบันยังต้องต่อสู้คดีอยู่ในศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี ไม่สามารถเข้าทำการเกษตรในพื้นที่ได้

              สอง กรณีที่กล่าวถึงข้างต้นสะท้อนให้เห็นว่าแม้คนจนจะสามารถรวมตัวเข้าตรวจสอบ และเข้าไปตั้งชุมชน ทำประโยชน์ในพื้นที่อยู่แล้วก็ตาม แต่สุดท้ายสิ่งที่พวกเขาต้องเจอคือการถูกฟ้องร้องเป็นคดีต่อศาล และผลคดีมักจบลงที่การพิพากษาให้ชาวบ้านออกจากพื้นที่หรือที่หนักกว่านั้น คือการพิพากษาจำคุกเกษตรกรซึ่งขยายเป็นวงกว้างและรุนแรงมากขึ้น “กองทุนธนาคารที่ดิน”  เป็นกลไกหนึ่งที่ภาคประชาชนในนามเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทยได้นำเสนอและพยายามผลักดันให้เกิดเป็นรูปธรรม เพื่อให้เป็นกลไกพิเศษที่ทำหน้าที่ในการสนับสนุนให้เกิดการเข้าถึงที่ดินทำกิน เพื่อการเกษตรกรรมเป็นที่อยู่อาศัยของเกษตรกร หรือคนจนซึ่งนับวันจะมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น 

 จนเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2554 ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการโครงการนำร่องธนาคารที่ดินภาคเหนือ 5 หมู่บ้าน ใช้งบประมาณ 167 ล้านบาท โดยมอบหมายให้คณะกรรมการอำนวยการเพื่อแก้ไขปัญหาของเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทยจัดทำรายละเอียดงบประมาณ แนวทางและหลักการในการจัดซื้อที่ดินเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาหลังการจัดตั้งสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน ( องค์การมหาชน ) พ.ศ. ...

 และเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2554 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) พ.ศ..... โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญในการดำเนินการ “เพื่อให้เกิดการกระจายการถือครองที่ดินที่เป็นธรรมและยั่งยืนและมีการใช้ประโยชน์ในที่ดินอย่างเหมาะสมและจัดตั้งธนาคารที่ดิน และประสานงานกับหน่วยงานของรัฐเพื่อให้ได้มาซึ่งที่ดินของรัฐและดำเนินการให้ได้มาซึ่งที่ดินของเอกชน ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์หรือใช้ประโยชน์ไม่คุ้มค่าเพื่อให้เกษตรกรและผู้ยากจน ได้ใช้ประโยชน์อย่างทั่วถึง รวมทั้งสนับสนุนทางการเงินแก่การปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตร” 

 หากมองถึงหลักการของการจัดตั้งสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดินตามร่างพระราชกฤษฎีกาข้างต้นวัตถุประสงค์ประการสำคัญของสถาบันฯ ที่จะเกิดขึ้นคือจะต้องทำหน้าที่ให้เกิดการกระจายการถือครองที่ดินอันเป็น เป้าหมายของการปฏิรูปที่ดิน ซึ่งคงเป็นเรื่องที่ต้องผลักดันในระยะยาว  แต่ภายใต้สถานการณ์ความขัดแย้งด้านที่ดินโดยเฉพาะที่ดินภาคเกษตรที่กำลัง รุนแรงมากขึ้นทั่วประเทศนั้น บทพิสูจน์ในระยะแรกสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดินจึงควรต้องทำหน้าที่เป็นกลไกที่เข้าสนับสนุนกลุ่มเกษตรกรหรือชุมชนที่รวมตัวลุกขึ้นมาปฏิรูปที่ดิน ไม่ว่าจะใช้วิธีการเจรจาขอใช้ที่ดินของรัฐ ตลอดถึงการจัดซื้อที่ดินซึ่งเอกชนครอบครองอยู่   

 สอง กรณีที่กล่าวมาข้างต้น สะท้อนให้เห็นว่าเกษตรกรไทยกำลังต่อสู้กับกลุ่มบริษัทที่มีอำนาจซึ่งครอบครองที่ดินในเนื้อที่มหาศาล บริษัท อินทนนท์การเกษตร และบริษัท สหอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม จำกัด ( มหาชน) กับเกษตรกรชุมชนบ้านแพะใต้และชุมชนสันติพัฒนามีช่องว่างในการต่อสู้ที่แตกต่างกันมาก และคงสามารถคาดเดาได้ว่าคนจนเกษตรกรจะต้องเจอกับผลลัพธ์อย่างไร

 นับจากนี้จะต้องนำร่างพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน พ.ศ.... ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายและประกาศใช้เป็นกฎหมาย ในไม่ช้าก็จะมีการจัดตั้งสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดินขึ้นเป็นองค์การ มหาชน สังคมไทยก็จะมีกลไกใหม่ที่คาดหวังกันว่าจะสามารถทำหน้าที่ในการเข้าไปลดความเหลื่อมล้ำด้านที่ดินกระจายการถือครองไปสู่คนจนภาคเกษตรกร ซึ่งคงต้องจับตาดูว่าภารกิจแรกในการจัดซื้อที่ดินตามโครงการนำร่องธนาคารที่ดินภาคเหนือ 5 หมู่บ้าน งบประมาณ 167 ล้านบาท ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ จะเกิดผลในทางปฏิบัติได้เพียงใด เพราะหากสามารถดำเนินการได้สำเร็จไม่เพียงจะเป็นหลักประกันให้เกษตรกรสามารถ เข้าถึงที่ทำกินได้เท่านั้น แต่ยังเป็นการปกป้องคนจนไม่ให้ต้องตกไปสู่การถูกดำเนินคดีเพียงเพราะได้กระทำเพื่อให้ครอบครัวได้มีที่ทำกิน เพียงเท่านี้สถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดินก็จะเป็นกลไกส่วนหนึ่งที่จะช่วยให้เกิดการกระจายการถือครองได้จริง

 เพราะหากการปฏิรูปที่ดินคือ การทำให้คนจน เกษตรกรซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศได้มีที่ทำกินที่เพียงพอ การที่คนจนเกษตรกรยังถูกจับกุมฟ้องร้องดำเนินคดีและถูกจองจำอยู่อย่างเช่นปัจจุบัน การปฏิรูปที่ดิน กระจายการถือครองก็จะเป็นเพียงคำพูดหรือนโยบายที่สวยหรู แต่ไม่ได้เกิดประโยชน์อะไรกับคนจนและสังคมไทย.



ไทยโพสต์ วันที่ 1 พ.ค. 2554